• Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
๙๙/๙ ซ.งามดูพลี ถ.พระราม ๔ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ ๑ ๐ ๑ ๒ ๐
โทรศัพท์ ๐๒ ๒๘๖ ๕๓๘๕ - ๖
โทรสาร ๐๒ ๒๘๖ ๕๓๘๗

ซือแป๋คิดลึก

หว่อปู๋พ่าหนี่…..        กูไม่กลัวมึง…..

วาจาข้างต้นไม่ใช่คำหยาบ  แต่เป็นคำพูดประวัติศาสตร์ ซึ่งเจ้าของคำพูดนี้ ได้กลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ไทยไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538

พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ทิ้งไว้แต่ผลงานฝากไว้แก่แผ่นดินซึ่งชีวิตของท่านผ่านมาทั้งหมด 4 แผ่นดินตั้งแต่รัชการที่ 6-9 อาจารย์หม่อม ตามที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกกันติดปากทิ้งประเทศนั้น  มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ถึง 84 ปีอย่างมีสีสันแทบจะกล่าวได้ว่า มีคนไทยหรือกระทั่งคนต่างชาติ น้อยคนนักในโลกนี้ ที่จะมีชีวิตตื่นเต้าเร้าใจได้เท่ากับท่าน

พฤติกรรม วจีกรรม กายกรรม วรรณกรรมของท่าน มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย  ทั้งในแง่สังคมจิตวิทยา  การเมืองการปกครอง  ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี

ซือแป๋มีชาติวุฒิที่สูงส่ง  ขณะเดียวกันก็มีความเป็นสามมัญชนคนเดินดินอยู่ไม่น้อย  ท่านไม่เคยเสรแสร้างลงไปขุดดินดายหญ้า  กวาดถนนเพื่อหาคะแนนนิยมในช่วงเวลาหาเสียง  แต่การกระทำตัวอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องดัดจริต  กลับทำให้ท่านฮิตติดตลาดเป็นที่รู้จักของคนทุกชั้นตลอดมา

อาจารย์เกษม  ศิริสัมพันธ์  ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดอาจารย์หม่อมได้เขียนถึงท่านว่า

“สรุปแล้ว ชีวิตของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย  คือมีรสหวานเปรี้ยวเค็มมันและเผ็ดไปตามวิสัย แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่ง ชีวิตของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ไม่เคยมีรสจืดแม้แต่สักวันเดียว”

หลายท่านคงเห็นด้วยกับข้อความนี้แน่นอน  เพราะ “ซือแป๋แห่งซอยสวนพลู” ไม่มีวันจืดกระทั่งวาระสุดท้าย

ซือแป๋ผู้ยิ่งใหญ่รักษาความเค็ม เช่นเดียวกับเกลือที่รักษาความเค็ม เพราะบั้นปลายชีวิตของท่าน ยังนอนดูดน้ำเกลือ ผ่านสายยางตลอดเวลา

ฉายาที่ท่านได้รับการกล่าวขานทั้งทางดีและร้ายนั้น  ขมวดลงให้เห็นเด่นชัดได้เพียงหนึ่งเดียวคือการยอมรับว่า  ซือแป๋ผู้ยิ่งยงคนนี้มีความเป็นอัจฉริยะ

ซือแป๋กล้าทำให้สิ่งที่หลายคนแม้กระทั่งคิดก็ยังไม่กล้า ท่านกล้าพูดในสิ่งที่บางคนไม่กล้าแม้กระทั่งจะกระแอมไอ

การที่ท่านกล้าทำอะไรสวนทางปืนนั้น  อาจเป็นเพราะท่านเกิดแปลกกว่าคนอื่นๆ โดยเกิดภายในเรือ ที่กำลังแล่นทวนกระแสน้ำเจ้าพระยา จากพระนครขึ้นไปทางเหนือ เพื่อไปที่จังหวัดพิษณุโลก แต่เมื่อเรือแล่นไประหว่างทางถึงบ้านภาชีน้ำร้าย  ตำบลบ้านม้า  อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ท่านก็ใจร้อนรีบออกมาจากครรภ์หม่อมแม่

ดูจากการเกิดในเรือที่แล่นทวนกระแสน้ำ แล้วมาเกิดในหมู่บ้าน ตำบลและจังหวัด  ที่มีชื่อมันๆ ล้วนเป็นนิมิตส่อให้เห็นว่า  ทารกคนนี้ “เอาเรื่อง”

ยังมีเกร็ดอีกว่า  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ ทรงมีบุตรธิดา 4 คนสมพระทัยแล้ว เพราะมีบุตรี 2 คนและบุตรชาย 2 คน  จึงตั้งชื่อบุตรคนที่ 4 ว่า ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก  แต่แล้วกลับได้เพิ่มอีกคนหนึ่งด้วยความไม่ตั้งใจ  จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตัวแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ สมเด็จพระพันปีหลวง

ขณะที่ถวายตัวนั้น  ลูกคนที่ 5 ซึ่งกำลังฉายแววซนตั้งแต่เด็ก ได้สบัดแข้งขาไปชกถูกพระองค์สมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อให้ว่า

“คึกฤทธิ์”

นับแต่นั้นมาชื่อนี้ก็ฮิตระเบิดเถิดเทิง  สะท้านยุทธจักรทั้งไทยเทศจนมีคนตั้งชื่อตามอย่างเป็นทิวแถว  เพราะเห็นเป็นชื่อมีความหมายลึกซึ้งทั้งแบบไทยแท้ และไทยผวน

เจ้าของชื่อต้นตำรับก็กลายเป็นดาวจรัสแสงตั้งแต่เด็กจนชรา  ฝากชื่อไว้ในพสุธาทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างแสบๆ คันๆ มันจนเกร็ดสุดท้าย เมื่อสวมหัวโขนเล่นละคร ท่านก็เป็นนักแสดงระดับจอมอสูรยักษาทศกัณฐ์เจ้าเมืองลงกา ผู้มีฤทธานุภาพ

เมื่อเป็นคนจริงๆ ก็เป็นได้ถึงนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาลผสมหลายพรรค มากเป็นโหล แบบทำสถิติโลกไว้เลย  ทั้งที่ตนเองเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.เพียง 18 คน ก่อนหน้านั้นก็ซ้อมบทเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วในชีวิตมายา  ด้วยการแสดงภาพยนตร์กับดาราระดับอินเตอร์ อย่างมาร์ลอน  แบรนโด  โดยที่ซือแป๋แห่งไทยแลนด์รับบทเป็นนายกรัฐมนตรีเมืองสารขัณฑ์

ผลงานของท่านมีเหลือคณานับ  แต่ที่ควรจดจำอย่างยิ่งคือ  ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ตัดสินใจเปิดสัมพันธ์ทางการทูต กับสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างสายฟ้าแลบ ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 ซึ่งได้เจริญสัมพันธไมตรีมาครบรอบ 20 ปีในปีนี้

เสียดายจริงๆ ที่ซือแป๋ต้องนอนแซ่ว ในวาระอันสำคัญนี้ อยู่ในโรงพยาบาล ไม่ได้ชื่นชมกับผลงาน ที่ตนเองได้สร้างไว้ให้ถนัดใจ

ความจริงซือแป๋ย่อมมีสายเลือดพันธุ์มังกรอยู่พอตัวทีเดียว  เพราะต้นสกุลของท่านนั้นมีเทือกเถามาจากจีนแผ่นดินใหญ่  สืบย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยอยุธยาดังนี้

ชายจีนแซ่หลิม (หลิน) ชาวฮกเกี้ยนได้อพยพมาอยู่เมืองไทยและมาตั้งรกราก  จนมีผู้สืบสกุลอยู่ในเมืองไทย

นายอินบุตรของชายจีนแซ่หลิม  มีความสามารถในทางการค้าจนตั้งตัวเป็นเจ้าสัว มีฉายาเจ้าสัวเตากะทะ  และได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระอินทรอากร

เจ้าสัวเตากะทะได้ถวายธิดาแด่รัชกาลที่ 2 ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าจอมมารดาอำภา และมีพระโอรสธิดารวม 6 พระองค์จากเจ้าจอมพระองค์นี้

โอรสองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระองค์เจ้าชายปราโมช(ต้นสกุลปราโมช) และเป็นพระบิดาของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ ซึ่งมีบุตรคนที่ 5 ชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ดังที่กล่าวมาแล้วตอนต้น  ซือแป๋คิดลึกจึงถือว่าตนเองสืบสายพันธุ์มังกรมาจากแซ่หลิม ซึ่งแปลว่า “ป่า”

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีนักการเมืองบางคน ได้ใช้นโยบายแจกป่าหาเสียงจนอื้อฉาว อาจเป็นเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้อาจารย์หม่อมเสียใจ กระทั่งล้มป่วยจนไม่หายใจ  ผิดกับทุกครั้ง ที่ป่วยหนักถึงขนาดหามส่งโรงพยาบาล เข้าไปไม่นานก็กลับออกมา วาดลวดลาย ขายความคิดลึกได้สะบัดช่อ

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

ข่าวสารล่าสุด
Please reload

คลังข้อมูล
Please reload

ค้นหาด้วยคำ